fbpx
โรคระบบทางเดินหายใจที่มาพร้อมหน้าฝน

โรคระบบทางเดินหายใจที่มาพร้อมหน้าฝน

📹 Live!! 5 โรคอันตรายในฤดูฝน!! ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โดย คุณหมอเมย์ , คุณหมอส้ม

โพสต์โดย Linhzhimin หลินจือมิน เมื่อ วันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2020

ฤดูฝนนั้นอากาศเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย มีความชื้นมากทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้ดี จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย 5 โรค ได้แก่ โรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคคออักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดอักเสบ

1. โรคไข้หวัด

เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ สามารถแพร่ผ่านสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือจากการสัมผัส  หลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 1 ถึง 3 วัน ก็จะเริ่มแสดงอาการ อาการของโรคไข้หวัด ได้แก่ คัดจมูก น้ำมูกไหลลักษณะใส ไอ จาม เจ็บคอ เสียงแหบ อาจมีอาการไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะเล็กน้อย อาการของโรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน แต่อาจมีน้ำมูกไหลนาน 10-14 วัน

2. โรคไข้หวัดใหญ่

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus)  สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่กลุ่มอายุที่พบการติดเชื้อมากที่สุดคือกลุ่มเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 4 ปี และกลุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตหลังจากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ คือ กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษเพื่อให้ห่างไกลจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในช่วงหน้าฝน เชื้อไวรัสไขหวัดใหญ่สามารถแพร่ผ่านสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือจากการสัมผัส หลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ทางเดินหายใจ ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 1-7 วัน จะเริ่มแสดงอาการ อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน (39-40 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก อาจมีอาการคัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ น้ำมูกไหลลักษณะใส หลอดลมอักเสบ อาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร ถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้อาเจียน โดยส่วนใหญ่อาการจะหายเป็นปกติได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน

3. โรคคออักเสบ

เกิดจากเยื่อบุภายในคออักเสบ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส (40-80%) รองลงมาเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย (20%) สามารถแพร่ผ่านสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือจากการสัมผัส หลังจากเชื้อเข้าสู่ทางเดินหายใจ เชื้อไวรัสมักใช้เวลาฟักตัวประมาณ 1-3 วัน ส่วนเชื้อแบคทีเรีย (กล่าวถึงกลุ่มสเตรปโตคอกคัส) ใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2-5 วัน ความรุนแรงของโรคไม่มาก มักมีอาการกลืนเจ็บ แสบคอ และอาการมักดีขึ้นเองภายใน 7-10 วัน

4. โรคหลอดลมอักเสบ

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เยื่อบุหลอดลมเกิดการอักเสบบวม ส่งผลให้หลอดลมตีบแคบ อากาศไหลผ่านหลอดลมเข้าปอดได้ไม่ดี หายใจลำบาก ในรายที่หลอดลมตีบมากๆจะหายใจดังวี้ดได้ และจากการอักเสบทำให้การขับเสมหะของเยื่อบุหลอดลมไม่ดี ส่งผลให้เกิดอาการไอมากขึ้น อาจไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ อาจมีอาการอื่นๆคล้ายอาการของโรคหวัด เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไข้ต่ำๆ ได้ อาการของโรคหลอดลมอักเสบส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 7-10 วัน

5. โรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “ปอดบวม” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณปอด  และทำให้เกิดการอักเสบ บวม มีน้ำหรือหนองอยู่ภายในถุงลมปอด ทำให้การแลกเปลี่ยนอากาศทำได้ไม่ดี ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนอากาศระหว่างถุงลมและเลือดทำได้ไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะขาดออกซิเจนในร่างกาย มีอาการไอ หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อยมาก ในบางรายที่มีอาการรุนแรงจะมี หายใจแรงจนจมูกบาน บางรายเกิดหลอดลมภายในปอดตีบจนหายใจดังวี๊ด (คล้ายหอบหืด) 

วิธีการป้องกันการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจในช่วงฤดูฝน

1. หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ป่วยที่กำลังไอหรือจาม หลีกเลี่ยงที่มีคนแออัดในช่วงที่มีการระบาด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ล้างมือหลังสัมผัส อย่าเอามือสัมผัสหรือถูจมูก หรือขยี้ตา

2. พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ

3. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลควรฉีดทุก 1 ปีเนื่องจากมีการเปลี่ยนสายพันธุ์บ่อย

หากอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว อย่าลืมทำตามกันด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราและคนที่เรารักนะคะ ♥


ใส่ความเห็น

×
×

Cart