ปวดท้องประจำเดือน เกิดจากอะไร ปวดท้องประจำเดือนกินอะไรดี?

ปวดท้องประจำเดือน เกิดจากอะไร ปวดท้องประจำเดือนกินอะไรดี?

ประจำเดือน (Menstruation) คือ การที่มีเลือดออกมาทางช่องคลอดเป็นประจำทุกเดือน โดยปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกในช่วงอายุ 12-13 ปี เป็นอาการแสดงความพร้อมของร่างกายสู่การเจริญพันธุ์ ประจำเดือนเกิดจากการที่สมองหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองมากระตุ้นรังไข่ให้สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)  และ โปรเจสเตอโรน (Progesterone)  ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น เพื่อเตรียมรอรับการฝังตัวของตัวอ่อน ในแต่ละเดือนจะมีไข่ตกเดือละ 1 ฟอง หากไม่มีการปฏิสนธิหรือไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เยื่อบุโพรงมดลูกที่เตรียมไว้รอรับตัวอ่อนก็จะหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน และก่อนจะค่อย ๆ เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ในช่วงอายุประมาณ 45-55 ปี

ในบางกรณีจะมีอาการป่วยหรือได้รับการรักษาที่กระทบต่อรอบเดือนก็อาจทำให้ประจำเดือนหมดก่อนวัยได้เช่นกัน

อาการของผู้หญิงที่ปวดท้องประจำเดือน

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนปกติ จะมีครั้งละประมาณ 3-5 วัน จะมาตรงกันในทุก ๆ เดือน ซึ่งจะมีอาการแตกต่างกันไปดังนี้
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องอืด
  • น้ำหนักขึ้น
  • ท้องผูกหรือท้องเสีย
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ง่วงนอนผิดปกติ
  • เต้านมคัดตึง
  • เป็นตะคริว หรือมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และหลังส่วนล่าง
  • รู้สึกอยากรับประทานอาหารมากกว่าปกติ
  • สาเหตุของการปวดท้องประจำเดือน

    การปวดประจำเดือนอาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ดังนี้

    1. ปวดประจำเดือนชนิดไม่รุนแรง

    ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดรอบประจำเดือน จะเป็นการปวดชนิดที่ 1 ประมาณกันว่าร้อยละ 70-80 ของผู้ที่ปวดรอบประจำเดือนจะเป็นภาวะปวดรอบประจำเดือนชนิดที่ไม่รุนแรงนี้ โดยมากมักมีอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เมื่อได้พักผ่อน รักษาดูแลด้วยตนเอง หรือได้รับยาบางชนิด อาการปวดก็จะทุเลาเบาบางลง สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

    สาเหตุของการปวดประจำเดือนชนิดนี้ คือปากมดลูกหรือมดลูกตึงแน่นเกินไป การไหลเวียนของเลือดยังไม่ดีพอ หรือมีการแปรปรวนของฮอร์โมน

    2. ปวดประจำเดือนชนิดรุนแรง

    การปวดรอบประจำเดือนชนิดนี้ มักมีอาการปวดรุนแรงถึงรุนแรงมาก จนทำให้รบกวนการทำงานหรือเรียนหนังสือ ทำให้ขาดงาน หรือขาดเรียนได้ และเมื่อใช้ยาบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ก็ได้ผลเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้ผลเลย ซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติของอวัยวะภายใน เช่น ผนังมดลูกงอกผิดที่ (endometriosis) เนื้องอกที่มดลูก ความผิดปกติของมดลูก หรือความผิดปกติของรังไข่ เป็นต้น การปวดประจำเดือนชนิดนี้พบได้ประมาณร้อยละ 20-30 ของผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือน ซึ่งควรไปปรึกษาแพทย์ หรือสูติ-นารีแพทย์ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ตั้งแต่เนิ่นๆ

    วิธีดูแลตัวเองเมื่อปวดท้องประจำเดือน

    ประคบร้อน

    กระเป๋าประคบร้อน…น่าจะเป็นไอเท็มที่สาวๆ ทุกคนมีติดบ้านหรือที่ทำงาน เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดี เนื่องจากความร้อนมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงอยู่ค่อยๆ ผ่อนคลาย ทำให้อาการปวดประจำเดือนทุเลาลง รวมไปถึงการอาบน้ำอุ่นก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้

    จิบเครื่องดื่มอุ่น ๆ

    นอกจากการสัมผัสความร้อนจากภายนอก การปรับให้ภายในร่างกายอุ่นขึ้นด้วยการจิบเครื่องดื่มอุ่น ๆ ระหว่างวันก็ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนลงได้ แต่ไม่ควรดื่มเป็นชาหรือกาแฟร้อน เพราะเครื่องดื่มประเภทคาเฟอีนจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ส่งผลให้อาการปวดประจำเดือนเพิ่มความรุนแรงขึ้นได้ ควรเลือกเป็นน้ำอุ่นธรรมดา น้ำผึ้งผสมมะนาว หรือน้ำขิงอุ่นๆ

    เน้นกินอาหารกลุ่มที่มีแมกนีเซียม

    รู้หรือไม่ว่า แค่เลือกกินให้ถูกก็ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเลยทีเดียว ซึ่งอาหารที่เหมาะสำหรับช่วงมีประจำเดือน คือกลุ่มที่มีแมกนีเซียม เช่น ผักโขม ผักปวยเล้ง ตำลึง หรือกล้วย เพราะแมกนีเซียมมีส่วนช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเกร็งในช่องท้อง ทำให้อาการปวดประจำเดือนทุเลาลงได้

    ปวดท้องประจำเดือนบ่อยๆกินอะไรดี

    หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วจะกินอะไรดีล่ะ…เพื่อจะให้ไม่ปวดท้องประจำเดือน เมื่อคิดแบบนี้หลายคนก็จะมีคำตอบแว๊บเข้ามาในหัวคือการกินยาลดอาการปวด แต่รู้หรือไม่ว่าในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ อ่านเพิ่มเติม

    จึงอยากแนะนำให้เน้นรับประทานของที่มีประโยชน์และเป็นธรรมชาติ เช่น กล้วย น้ำขิง ตำลึง เป็นต้น

    สมุนไพรอะไรช่วยแก้ปวดท้องประจำเดือน

    สมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการแก้ หรือบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน มีดังนี้

    ตังกุย – มีสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไลกัสติไล (Ligustilide), กรดเฟรูลิก (Ferulic Acid) และโพลีแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) ถูกนำมาใช้ในตำราแพทย์แผนไทยโบราณในการปรับประจำเดือนให้เป็นปกติ รักษาภาวะขาดประจำเดือน ใช้เป็นยาแก้ปวดประจำเดือน หรือรักษาอาการร้อนวูบวาบในหญิงหมดประจำเดือน

    โบราจ ออยล์ – โบราจให้กรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก ในปริมาณสูงถึง 24-25% มีคุณสมบัติบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ลดอาการผิวหนังแห้ง คัน ลอกเป็นขุย ลดอาการปวดประจำเดือน เจ็บคัดหน้าอก หงุดหงิด หรือภาวะซึมเศร้าในระยะก่อนมีประจำเดือน ป้องกันอาการร้อนวูบวาบในวัยทอง

    น้ำมันรำข้าว – มีสารออริซานอล (Oryzanol) ที่มีการวิจัยพบว่าช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ (Hot Flashes) ในสตรีวัยทอง และ ลดภาวะกระดูกพรุน อีกทั้งน้ำมันรำข้าวยังมีสารที่ช่วยลดการดูดซึมไขมันคอเลสเตอรอล และเพิ่มการขับคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย จึงมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ อ่านเพิ่มเติม

    ว่านอกจากดูแลตัวเองข้างต้นแล้ว หากสนใจการดูแลตนเองด้วยสมุนไพร สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ของเรา เพื่อให้การแนะนำได้อย่างตรงจุด
    บทความที่เกี่ยวข้อง

    ใส่ความเห็น