fbpx
“โรคหัด” เชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายในวัยเด็ก

“โรคหัด” เชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายในวัยเด็ก

📹 Live!! “โรคหัด” เชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายในวัยเด็ก โดย คุณหมอฟ่าง

โพสต์โดย Linhzhimin หลินจือมิน เมื่อ วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2019

โรคหัดหรือโรคไข้ออกผื่น มักระบาดในช่วงฤดูหนาว พบได้บ่อยในเด็กเล็กตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงอายุ 6 ปี ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพารามิคโซไวรัส (Paramyxovirus) สามารถแพร่เชื้อและติดต่อกันได้ผ่านทางอากาศหรือการสัมผัสน้ำมูกและน้ำลายของผู้ป่วยโดยตรง และจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัดจากทั่วโลก 134,200 ราย คิดเป็นประมาณ 367 รายต่อวัน หรือ 15 รายต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

41

อาการของโรคหัด

ในช่วงแรก ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด ไอแห้ง มีน้ำมูก ตาแดง น้ำตาไหล และมีไข้สูงตลอดเวลา อ่อนเพลีย ซึมลง หรือกระสับกระส่าย ร้องกวน หลังจากมีไข้ 3 ถึง 4 วัน จึงจะมีผื่นขึ้น ลักษณะเป็นผื่นแดง รวมตัวกันเป็นปื้น โดยเริ่มเห็นผื่นขึ้นที่บริเวณไลผม และซอกคอก่อนเป็นอันดับแรก แล้วลามไปตามใบหน้า ลำตัว และแขนขาผู้ป่วยอาจมีอาการคันเล็กน้อย ประมาณ 2 ถึง 3 วัน นับจากวันแรกที่เริ่มขึ้น ผื่นจึงจะจางลง โดยเมื่อผื่นจางลง ก็จะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำในช่วงแรก เมื่อเข้าสู่ระยะใกล้หายจากโรค ผื่นจะเปลี่ยนสีเข้มขึ้น เป็นสีแดงคล้ำ หรือน้ำตาลแดง ซึ่งอาการผื่นคันนี้จะปรากฏอยู่ 3-5 วันและหายไปเอง

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด

ผู้ป่วยโรคหัดส่วนใหญ่มักจะหายจากโรคได้เองและเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยแต่ก็อาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบ โรคอุจจาระร่วง ซึ่งจะพบได้ในเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเป็นโรคขาดสารอาหาร ซึ่งในผู้ป่วย 1,000 ราย จะมี 1 ราย มีอาการสมองอักเสบฉับพลันและอาจเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจและระบบประสาท

ส่วนสตรีมีครรภ์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคหัดและติดเชื้อไวรัสนั้นมีโอกาสเสี่ยงแท้งบุตรหรือทารกเสียชีวิตในครรภ์และคลอดก่อนกำหนด โดยผู้เป็นแม่จะคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของอายุครรภ์ ทั้งนี้ ทารกอาจจะมีน้ำหนักตัวเมื่อแรกคลอดน้อย

43

การรักษาโรคหัด

ยังไม่มีตัวยาหรือวิธีทางการแพทย์ที่ได้รับการระบุว่าสามารถรักษาและกำจัดเชื้อไวรัสของโรคหัดได้อย่างเฉพาะเจาะจง แต่ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองให้อาการทุเลาลงได้เน้นการรักษาตามอาการเหมือนโรคไข้หวัด เช่น เช็ดตัวลดไข้ ทานยาลดไข้ หรือยาบรรเทาอาการอื่น ๆ เช่น ยาแก้ไอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและใช้สำลีชุบน้ำเพื่อทำความสะอาดรอบตา โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถให้การดูแลลูกอยู่ที่บ้านได้ในเบื้องต้น แต่ถ้าหากลูกมีอาการไอมาก เสมหะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเขียว หรือหายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ 

42

การป้องกันโรคหัด

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหาร หรือหยิบจับอาหารเข้าปาก
  • โรคหัดสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นวัคซีนที่ป้องกันได้ทั้งโรคหัด (Measles) คางทูม (Mumps) และหัดเยอรมัน (Rubella) ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องฉีดให้เด็กทุกคน โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด เข็มแรกที่อายุ 9-12 เดือน และให้ฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 2 1/2 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกไปติดต่อขอรับการฉีดวัคซีนโรคหัด ได้ที่สถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน
  • เด็กโต หรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคหัด สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ 2 ครั้งเช่นกัน แต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 28 วัน
  • ผู้ป่วยโรคหัดที่เริ่มมีผื่นขึ้นควรอยู่ในบ้าน ไม่ไปโรงเรียนหรือพบปะผู้คน ตามที่สาธารณะเป็นเวลาอย่างน้อย  4 วัน หลังจากผื่นเริ่มปรากฏเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้คนรอบข้าง

หากทารก เด็ก ผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค มะเร็ง หรือโรคอื่น ๆ ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอได้รับเชื้อไวรัสโรคหัด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลอย่างใกล้ชิดทันที ที่สำคัญ ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 12  ปีที่ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวรับประทานยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ เพราะเด็กอาจจะเกิดอาการแพ้ยาที่เรียกว่ากลุ่มอาการราย (Reye’s Syndrome) ซึ่งทำให้ตับและสมองบวม ฉะนั้นควรเฝ้าระวังถ้าหากเกิดอาการเบื้องต้นให้รีบพบแพทย์เพื่อรักษาก่อนที่จะเป็นมากนะคะ

ใส่ความเห็น

×
×

Cart