fbpx
เรื่องที่ควรรู้! เกี่ยวกับ “มะเร็งตับ”

เรื่องที่ควรรู้! เกี่ยวกับ “มะเร็งตับ”

📹 Live!! เรื่องที่ควรรู้! เกี่ยวกับ “มะเร็งตับ” โดย คุณหมอฟ่าง , คุณหมอส้ม

โพสต์โดย Linhzhimin หลินจือมิน เมื่อ วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2020

“มะเร็งตับ” เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในเพศชาย โดยมักพบในช่วงอายุ 30-70 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า เนื่องจากเพศชายมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง นอกนอกนี้มะเร็งตับยังมีการดำเนินโรคที่รวดเร็วมาก ผู้ป่วยที่เข้ามารับการตรวจมักจะมีอาการผิดปกติหรือโรคลุกลามไปมากแล้ว เมื่อวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็นมะเร็งตับ ก็มักเสียชีวิตภายใน 3-6 เดือน คิดเป็น 40% ของผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง

สาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ

1. ผู้ป่วยเคยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ชนิดซี หรือเป็นพยาธิใบไม้ในตับ 

2. การได้รับสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา (สารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ที่พบมากในถั่วลิสง, พริกแห้ง, กระเทียม และหัวหอมเป็นต้น)

3. การได้รับสารเคมีที่เกิดจากอาหารหมักดองเป็นประจำ 

4. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

5. โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้เกิดไขมันเกาะตับและเป็นตับแข็งตามมา

จากปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งตับในประเทศไทย คือ “การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี” ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากติดต่อจากแม่มาสู่ลูก แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ คือ “การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

อาการของโรคมะเร็งตับ

ในระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับก็ต่อเมื่อมีอาการมากแล้ว เช่น ปวดท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียเรื้อรัง คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องผูก ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต คลำเจอก้อนขนาดใหญ่ใต้ชายโครงด้านขวา เมื่อตรวจเลือดจะพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ และอาจพบสารบ่งชี้มะเร็ง AFP สูงขึ้น

การตรวจวินิจฉัย

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

2. การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ไวรัสตับอักเสบ และสารบ่งชี้มะเร็งตับAFP (alpha-fetoprotein)

3. การตรวจทางรังสีที่ตับและช่องท้อง เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

4. การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา

การป้องกันโรคมะเร็งตับ

 1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้เป็นโรคตับแข็งและกลายเป็นมะเร็งตับได้

 2. ผู้ที่เป็นพาหะหรือสงสัยว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและตรวจหามะเร็งตับระยะแรกทุกๆ 6 เดือน

 3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เช่น ถั่วลิสงบด, หัวหอม, พริกแห้ง และกระเทียมที่มีราขึ้น เพราะสารพิษชนิดนี้มีความทนทานต่อความร้อนสูง ไม่สามารถทำลายได้แม้จะนำไปประกอบอาหารผ่านความร้อน

 4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารไนโตรซามีน (Nitrosamine) เช่น อาหารจำพวกโปรตีนหมัก เช่น ปลาร้า, ปลาส้ม, หมูส้ม และแหนมเป็นต้น อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่ผสมดินประสิว เช่น ไส้กรอก, กุนเชียง, เนื้อเค็ม, และปลาเค็ม เป็นต้น

5. ไม่รับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ

6. ควรฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิด 

7. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หรือเลือกสมุนไพรที่ช่วยในการปกป้องตับอย่างเช่น เห็ดหลินจือแดง เนื่องจากข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบบีชนิดเรื้อรัง พบว่าสารสำคัญในเห็ดหลินจือ เช่น polysaccharides และ triterpenoids มีส่วนช่วยปกป้องตับ โดยให้อาสาสมัครรับประทานเห็ดหลินจือสกัดปริมาณ 6 กรัม เป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่า เดือนแรกหลังจากรับประทานเห็ดหลินจือระดับ bilirubin, เอนไซม์ AST และ ALT ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และหลังจากรับประทานเห็ดหลินจือสกัดติดต่อกัน 3 เดือนระดับ bilirubin, เอนไซม์ AST และ ALT  ลดลงมาอยู่ในระดับปกติ ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกการอักเสบของเซลล์ตับ


ใส่ความเห็น

×
×

Cart