ข้อควรระวัง! สารสกัดจากถั่วเหลือง Isoflavone ดีต่อผู้หญิง จริงหรือไม่?

ข้อควรระวัง! สารสกัดจากถั่วเหลือง Isoflavone ดีต่อผู้หญิง จริงหรือไม่?

หากพูดถึงผู้หญิงวัย40+ ส่วนใหญ่นิยมรับประทานสารสกัดที่มาจากถั่วเหลือง เพราะเชื่อว่าบรรเทาอาการต่างๆ และแก้ปัญหาวัยนี้ได้

ในอดีตสารสกัดจากถั่วเหลืองเป็นที่นิยมในอย่างมากในการรับประทานเพื่อช่วยบรรเทาอาการวัยทอง ซึ่งในสารสกัดจากถั่วเหลืองจะมีสารในกลุ่มของ Isoflavone ที่เป็นสารออกฤทธิ์หลัก ซึ่งจากงานวิจัยมีดังนี้

ในปี 2007 ได้มีการศึกษาการเกิดพิษและการสาเหตุการเกิดมะเร็งของ genistein ซึ่งเป็นสารไอโซฟลาโวนที่พบได้ในถั่วเหลือง พบว่าสัตว์ทดลองเพศเมียเมื่อได้รับ genistein ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2 ปี พบว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเนื้องอกที่ต่อมน้ำนม (mammary gland) และเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมอง(Pituitary gland) และหากได้รับติดต่อกันในระยะสั้น (20 สัปดาห์) สัตว์ทดลองแรกเกิดที่ได้รับ genistein มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มอัตราการเกิดเนื้องอกต่อมน้ำนม (mammary gland) และเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมอง(Pituitary gland)ที่มากขึ้น

งานวิจัยในปี 2016 พบว่าสัตว์ทดลองแรกเกิดที่ได้รับนมผงจากถั่วเหลืองส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อการทำงานของเอสโตรเจนในวัยก่อนเจริญพันธุ์ในสัตว์ทดลอง  และอาจส่งผลระยะยาวต่อระบบสืบพันธุ์

ในปี 2011 ได้มีงานวิจัยที่ระบุว่า ปริมาณของ genistein ที่ได้รับมีผลอย่างมากต่อการขัดขวางพัฒนาการและการทำงานของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง จากการทดลองพบว่าเมื่อให้สัตว์ทดลองได้รับ genistein โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือการรับประทานมีผลต่อวงจรการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน การทำงานของรังไข่ และ เกิดภาวะมีบุตรยากในสัตว์ทดลองเพศเมียที่ได้รับ genistein นอกจากนั้นยังพบว่า genistein ส่งผลต่อการพัฒนาต่อของรังไข่ในหนูแรกเกิด เช่นเดียวกันกับฟลาโวนอยด์ชนิด coumestrol, daidzein และ red clover ก็แสดงผลในการขัดขวางการทำงานของระบบสืบพันธุ์เช่นเดียวกัน จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า แม้ phytoestrogen จะมีฤทธ์ที่อ่อนกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติ (17β-estradiol) ก็สามารถเกิดผลอันไม่พึงประสงค์ต่อการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ได้ โดยผลการทดลองงานวิจัยฉบับนี้จึงเป็นการยืนยันงานวิจัยก่อนหน้าที่ว่า คนที่ได้รับ phytoestreogen ในระดับสูงอาจจะเกิดเนื้องอกในมดลูกได้

ดังนั้นผู้ที่มีอาการวัยทองต้องการเลือกรับประทานสารสกัดจากถั่วเหลือง ซึ่งมีสารในกลุ่มของ Isoflavone จึงต้องพิจารณาถึงโรคประจำตัวของผู้ที่รับประทานร่วมด้วยค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น